โร่แจ้งตำรวจ เงินฝากในบัญชี 1.8 ล้าน ถูกดูดเกือบเกลี้ยงบัญชี

ข่าวเด่น

นางกำไล ดันชัยภูมิ อายุ 58 ปี และ นางนรินทร์ จันทร์ชัยภูมิ อายุ 36 ปีหลานสาว  ได้เดินทางเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองชัยภูมิ หลังได้รับมอบอำนาจาก น.ส.ฝ้าย นามหนองอ้อ พีเตอร์สัน อายุ 56 ปี น้องสาว เนื่องจากเงินฝากในธนาคารกว่า 1.8 ล้านบาทเศษ ถูกดูดออกไปเหลือในบัญชีเพียง 3 พันกว่าบาท

นางกำไล เปิดเผยว่า ปัจจุบันน้องสาวได้เดินทางไปอยู่กับสามีที่ประเทศเยอรมนี และโอนเงินมาเข้าบัญชีธนาคารแห่งหนึ่งใน จ.ชัยภูมิ เพื่อเก็บไว้ใช้จ่ายในช่วงที่เดินทางกลับมาบ้านเกิด แต่เนื่องจากช่วงนี้เกิดโรคโควิด-19 ระบาด จึงไม่สามารถเดินทางกลับบ้านเกิดได้ จึงโทรศัพท์ให้ตนกับหลานสาว นำบัญชีธนาคารที่อยู่ภายในตู้เซฟนิรภัยภายในบ้าน เพื่อทำการปรับสมุดบัญชีตรวจสอบยอดเงินฝากดู เมื่อปรับสมุดบัญชีออกมาถึงกับเข่าอ่อน โดยพบว่าเงินในบัญชีที่ฝากไว้ 1.8 ล้านกว่าบาท ได้ถูกแก๊งมิจฉาชีพแอบถอนออกไปตั้งแต่วันที่ 8 ต.ค. 64 จำนวน 3 แสนบาท วันที่ 9 ต.ค. 64 ถูกถอนไปจำนวน 3 ครั้ง รวม 1,160,000 บาท และวันที่ 10 ต.ค. 64 ถูกแอบถอนไปอีก 8 แสนบาท กระทั่งวันที่ 19 ต.ค. 64 มีเงินคงเหลือในบัญชีเพียง 3,745 บาทเท่านั้น

เมื่อตรวจสอบดูรายการพบลักษณะเป็นการเบิกถอนเงินออกมาใช้ และนำเงินกลับเข้าไปบัญชีอีก การเบิกถอนเงินเริ่มจากวันที่ 22 ก.ย. 64 ถึงวันที่ 19 ต.ค. 64 พอทวงถามไปยังธนาคารดังกล่าว กลับบ่ายเบี่ยงไม่ยอมให้ความร่วมมือ จึงขอดูรายการการทำธุรกรรมทางการเงินของบัญชี แต่ก็ไม่ได้รับความร่วมมือ ตนจึงนำหลักฐานการปรับสมุดบัญชีเงินฝากพร้อมกับนำสมุดบัญชีธนาคาร มาแจ้งความกับตำรวจ ให้ดำเนินคดีหาตัวคนร้ายมารับโทษ โดยเชื่อว่าคนร้ายที่แอบทำธุรกรรมโอนเงินไปดังกล่าวต้องเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารที่ดูแลบัญชีดังกล่าวแน่นอน

อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวพบข้อมูลอีกว่า มีผู้เสียหายที่เป็นผู้สูงอายุและประชาชนที่อยู่เมืองนอก ที่นำเงินไปฝากธนาคารแล้วไม่มีการฝากถอนเดินเงินทำธุรกรรมเลย ถูกดูดเงินฝากจากบัญชีธนาคารหายไป จำนวนหลายคน มูลค่าความเสียหายกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งเมื่อดูจากพฤติกรรมการถอนเงิน พบว่าคนร้าย ทยอยลักลอบโอนเงินผ่านสมุดบัญชีธนาคารของผู้เสียหายไปยังอีกธนาคารในพื้นที่เดียวกัน โดยที่เจ้าของบัญชีไม่รู้เรื่องเลย จนเงินหมดบัญชีเหลือไว้ให้ดูต่างหน้าเพียงไม่กี่พันบาท

ด้าน ร.ต.ท.พัชรพล อาจกมล รองสารวัตร(สอบสวน) สภ.เมืองชัยภูมิ กล่าวว่า จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่ากลุ่มมิจฉาชีพจะมีเจ้าหน้าที่ธนาคารที่รู้ความเคลื่อนไหวในการทำธุระกรรมการเงินของลูกค้า และรู้หมายเลขบัตรประชาชนของลูกค้าทุกคน แล้วทำการดำเนินการนำไปเปิดบัตรเดบิต ก่อนจะแอบถอนเงินทางโทรศัพท์โยกย้ายเงินในบัญชีลูกค้าไปยังอีกธนาคารหนึ่งใน จ.ชัยภูมิ แล้วนำเงินไปลงทุน

จากการตรวจสอบขณะนี้พบว่า ในเมืองชัยภูมิมีผู้เสียหายที่เป็นชาวบ้านผู้สูงอายุที่ถูกกระทำการดังกล่าวไปแล้วกว่า 4 คน ยอดเงินสูงกว่า 10 ล้านบาท

ที่มา ช่อง7

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *